อัมพวา

การเดินทางไปอัมพวาด้วยรถไฟนั้นเหนื่อยแสนเหนื่อย เพราะต้องต่อรถไฟถึงสองขบวน เสียทั้งพลังงานและเวลา ซึ่งก็อาจจะจริงเพราะตอนนี้มีทั้งบริการรถตู้และรถทัวร์ที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำวิ่งตรงจากกรุงเทพฯ เพียงเวลาชั่วโมงกว่า ๆ ก็ถึงอัมพวาแล้ว แต่การเดินทางท่องเที่ยวถือว่าเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ฉันเลยยิ่งมั่นใจว่าไปอัมพวาด้วยรถไฟครั้งนี้ต้องสนุกแน่นอน

จุดเริ่มต้นในการเที่ยวทริปนี้คือต้องไป

ขึ้นรถไฟที่สถานีวงเวียนใหญ่ สายวงเวียนใหญ่-มหาชัย มีรถไฟขบวนแรกที่ออกจากสถานีตั้งแต่เวลาตีห้าครึ่ง แต่เราสองคนเดินทางมาทันเที่ยวแปดโมงสามสิบห้า เป็นเรื่องที่น่ายินดีมากเมื่อตอนนี้ยังอยู่ในช่วงมาตรการคืนกำไรให้ประชาชนของรัฐบาล เราได้นั่งรถไฟฟรีไม่ต้องเสียเงินซื้อตั๋วแต่อย่างใด ก่อนรถไฟจะออกจากชานชาลา เธอชวนฉันไปกินกวยจั๊บเ

ป็นอาหารมื้อแรกของวัน แต่ฉันต้องรีบกินอย่างลวก ๆ เพราะรถไฟมาเทียบชานชาลาแล้ว เป็นอันว่าต้องรีบขึ้นไปจับจองที่นั่งเสียก่อน บรรยากาศของสถานีรถไฟยามเช้าแห่งนี้ เต็มไปด้วยความเรียบง่าย วิถีชีวิตของผู้คนแถวนี้ไม่รีบร้อนพอ ๆ กับแสงตะวันที่ค่อย ๆ สาดส่องลงมาอย่างอ่อนโยนไม่ทำให้ยามเช้าของวันนี้ร้อนจัดจนเกินไป เธอวิ่งลงไปซื้อหมูปิ้งและข้าวเหนียวข้างล่างเพื่อกินสร้างบรรยากาศบนรถไฟ

ด้วยเหตุนี้เธอจึงวิ่งวุ่นถามคนแถว ๆ ท่าเรือว่าจะข้ามฟากต้องขึ้นท่าเรือไหน ซึ่งความจริงแล้วก็ขึ้นได้ทั้งสองท่านั่นแหละ ตอนนี้อากาศเริ่มร้อนแล้วแต่ใจของเธอคงจะร้อนยิ่งกว่า เพราะเห็นร้อนรนกลัวว่าจะตกรถไฟ ส่วนฉันน่ะเหรอ เนื่องจากเป็นคนหลงทางเป็นประจำอยู่แล้วจึงวางภาระทั้งหมดไว้ให้เธอจัดการ เพราะถึงใจร้อนไปก็คงช่วยเธอไม่ได้มาก ถึงอย่าง

ไรก็ต้องขอโทษด้วยที่ได้แต่วิ่งตามอย่างเดียว

นั่งเรือข้ามฟากไม่ถึงสามนาทีก็ถึงอีกฝั่ง

เรียบร้อย คราวนี้งานยากของเธอมาถึงแล้ว เพราะต้องหาทางไปสถานีบ้านแหลมให้เจอภายในเวลาสองนาที ดูนาฬิกาก็ใกล้เวลาที่รถไฟจะออกแล้ว เมื่อถามพี่ ๆ ที่เดินไปมาแถว ๆ นั้นก็ได้ความว่าให้เดินตรงไปจนเจอโรงเรียน แล้วก็ตรงไปอีกหน่อย จะเจอป้ายของสถานีบ้านแหลม ตอนนี้มีเรื่องตลกนิดหน่อยตรงที่ ฉันและเธอเห็นคนที่มาจากรถไฟขบวนแรกเหมือนกันเดินมาทางเดียวกับที่เราเดินอยู่เพียงแต่คน ๆ นั้นเดินอยู่ข้างหน้าเราสองคน จู่ ๆ เมื่อเขาเห็นป้ายสถานีรถไฟเขาก็วิ่งหน้าตั้ง อารามตกใจเธอจึงวิ่งตามไปเพราะกลัวว่าจะไปไม่ทันรถไฟ ฉันวิ่งตามเธอเพราะตกใจไม่แพ้กัน จนกระทั่งเรามาถึงสถานีบ้านแหลมเป็นที่เรียบร้อยแต่หอบแฮ่ก ๆ (รถไฟยังไม่ออกเสียหน่อย)

เราสองคนรีบขึ้นไปบนรถไฟที่จอดรออยู่แล้ว แต่มีคนนั่งจับจองที่นั่งฝั่งที่แดดส่องไม่ถึงหมดแล้ว เราสองคนเลยต้องนั่งฝั่งที่แดดส่องถึง แดดแรงเสียด้วย เหนื่อยจากการวิ่งยังไม่พอยังต้องมาร้อนเพราะที่นั่งอีก ฉันเริ่มรู้ซึ้งเสียแล้วที่เขาบอกว่าการไปเที่ยวอัมพวาด้วยรถไฟนั้นลำบากแสนลำบาก นั่งหอบได้ไม่เท่าไรรถไฟก็ออกจากสถานี ลมเย็น ๆ เริ่มโชยเข้ามาทางห

น้าต่าง แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้เย็นเท่าไร เพราะมันหอบไอแดดเข้ามาพร้อม ๆ กัน

จำนวนสถานีที่รถไฟจะจอดรับส่งผู้โดยสารนั้นน้อยลงเหลือเพียงแค่สิบห้าสถานี แต่ฉันนับเวลาดูแล้ว รถไฟสายนี้มีระยะทางที่ยาวกว่า เพราะระยะห่างของแต่ละสถานีค่อนข้างจะห่างกันพอสมควร ฉันนั่งดูทิวทัศน์นอกหน้าต่างได้ไม่นานก็ขอยอมแพ้ต่อความร้อนและหลับไปในที่สุด (อย่างน้อยช่วงที่หลับก็อาจจะไม่รู้สึกร้อน) แต่ดูเหมือนเธอจะยังตื่นเต้นไม่หาย ก็แววตาสุกใสและตื่นตัวตลอดเวลาของเธอนั่นละที่ทำให้ฉันดูออก ฉันนั่งหลับบนรถไฟท่ามกลางไอแดดที่แผ่เข้ามา ในใจก็นึกให้ถึงปลายทางโดยเร็ว

ใกล้จะถึงสถานีปลายทางแล้ว ฉันเล่าให้เธอฟังว่าปลายทางคือสถานีแม่กลองนั้น มีเรื่องน่าตื่นตาตื่นใจรออยู่ เป็นที่ที่ดูแปลกตาและต้องได้เห็นกับตาตัวเองสักครั้ง สถานที่นั้นเรียกกันว่า “ตลาดหุบร่ม” สงสัยใช่ไหมว่าทำไมถึงได้ใช้ชื้อนั้น ก็เพราะว่าที่สถานีแม่กลองนี้ แผงขายของยื่นล้ำเข้ามาถึงบริเวณรางรถไฟ ดังนั้นเมื่อรถไฟจะแล่นผ่าน พ่อค้าแม่ค้าก็จะต้องหุบร่มของร้านค้าเพื่อหลบรถไฟ ฉันคิดว่าตลาดแห่งนี้น่าจะมีแห่งเดียวในโลกนะ ช่างน่าอัศจรรย์เสีย

จริง ๆ

รถไฟจอดที่สถานีแม่กลองอย่างเรียบร้อยไม่มีปัญหา ฉันและเธอลงมาถ่ายรูปคู่กับหัวจักรรถไฟครู่หนึ่งก่อนที่จะมองหาร้านอาหารสักร้าน ก็ตอนนี้เที่ยงกว่าแล้ว กระเพาะน้อย ๆ ของฉันส่งเสียงร้องคำรามขออาหารเป็นการใหญ่ เราสองคนกินก๋วยเตี๋ยวเป็นอาหารกลางวัน ตอนนี้เราเดินทางเกือบถึงจุดหมายแล้ว แค่เพียงหารถสองแถวที่จะผ่านไปตลาดน้ำอัมพวาให้เจอเท่านั้นเอง แต่ถ้าใครไม่รีบร้อนมากนัก จะเดินหาซื้อปลาทูแม่กลองกลับบ้านก่อนก็ได้นะ ที่นี่ปลาทูขึ้นชื่อว่าต้องหน้างอคอหัก ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะเข่งปลาทูของที่นี่จะเล็กในขณะที่ปลาทูตัวใหญ่ ดังนั้นจึงต้องหักหัวปลาทูเพื่อจะได้ใส่เข่งได้นั่นเอง

ตลาดน้ำอัมพวาจะเปิดเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์ เวลาเที่ยงครึ่งเป็นต้นไป ตอนนี้คนยังไม่เยอะเท่าไร ฉันชวนเธอแวะไปเที่ยวอุทธยานรัชกาลที่ 2 ก่อน อยู่ข้าง ๆ กันเลย ค่าเข้าชมคนละสี่สิบบาท ภายในอุทธยานมีทั้งบ้านเรือนไทยและพิพิธภัณฑ์ของเก่า ที่จัดแสดงห้องหับและการจัดห้องแบบต่าง ๆ ในสมัยก่อน ห้องผู้ชายก็จะเต็มไปด้วยอาวุธ ก็สมัยก่อนผู้ชายเขาเป็นนักรบนี่นะ ห้องนอนเลยเต็มไปด้วยความขลังและแ

ข็งแกร่ง ส่วนห้องนอนของผู้หญิง ก็จะออกแนวอ่อนหวาน มีทั้งเครื่องอัดผ้า มีตั่งและเครื่องประทินโฉมมากมาย หรือจะเข้าไปไหว้อนุสาวรีย์รัชกาลที่ 2ก่อนก็ได้ ที่อุทธยานนี้มีสิ่งที่ฉันชอบใจอย่างหนึ่งก็คือ ฉันได้เห็นต้นมะพร้าวซอเป็นครั้งแรก



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: